ร้าน พลศรีทองพระเครื่อง2 ( บู เชียงราย )
www.ponsrithong2.99wat.com
0639695995 โทร/Line
@fsd8020u (มี@)

เว็บนี้เป็นเว็บที่ 2 ส่วนเว็บแรก >> http://www.ponsrithong.99wat.com/

ID.LINE  : @fsd8020u (มี@)

ID.LINE : busoftware52

บู เชียงราย ยินดีต้อนรับทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม

พระเครื่องทุกองค์รับประกันตามข้อตกลงดังต่อไปนี้

1. พระทุกองค์รับประกันความพอใจ 7 วัน ตั้งแต่วันรับพระ พระไม่ตรงรูปคืนเงินเต็มจำนวน

2. พระทุกองค์รับประกัน แท้ 100% ตามมาตรฐานสากล สมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย

3. หากต้องการคืนพระภายหลัง 7 วันไปแล้ว ทางร้านขอหัก 10-30% หรือรับซื้อคืนตามราคาตลาด ณ.ขณะนั้น โดยพระต้องอยู่ในสภาพเดิม *ไม่ชำรุด หัก บิ่น เสียสภาพ ล้างผิว*

4. พระราคาเกิน 1,000 จัดส่งโดยพัสดุด่วนพิเศษ "EMS" ต่ำกว่านั้นส่งแบบลงทะเบียน

5. พระที่ถูกจองแล้ว หากเกิน30 วันยังไม่ชำระเงินถือว่าสละสิทธิ์(ไม่คืนเงินจอง)

6. พระเกินหมื่นผ่อนจ่ายได้3งวดในระยะเวลา 2 เดือน ผ่อนหมดถึงรับพระ ผ่อนแล้วขอยกเลิกขอหัก 20 % ของราคาพระ *หากเลยเวลาเกิน2เดือนทางร้านคืนเงินให้และขอหัก 20 % ของราคาพระ

มีข้อสอบถามติดต่อได้ที่ โทร : 063-969-5995 บู เชียงราย

 
พระกริ่งนเรศวรออกศึก อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร วัดตะเคียน ปี 2522 เนื้อนวโลหะเต็มสูตร


  ส่งข้อความ

ชื่อร้านค้า
พลศรีทองพระเครื่อง2 ( บู เชียงราย )
โดย
ponsrithong2
ประเภทพระเครื่อง
พระเครื่องสายหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ชื่อพระ
พระกริ่งนเรศวรออกศึก อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร วัดตะเคียน ปี 2522 เนื้อนวโลหะเต็มสูตร
รายละเอียด
พระกริ่งฤกษ์นเรศวร
ฤกษ์นเรศวร เป็นพระกริ่งที่ท่านอาจารย์เทพย์ ถอดจากพระกริ่งใหญ่ปี 91 ของทา่นเจ้าคุณศรีสนธิ์
จำนวนการสรา้ง 400 องค์
โดยได้นิมนต์
หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี มาเป็นประธาน
นิมนต์หลวงปู่ธูป วัดแค(นางเลิ้ง)
หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง ฯลฯ
ครูบากองแก้ว

** ทำไมครูบากองแก้ว มาเสกพระกริ่งฤกษ์นเรศวร
จากการสอบถาม มีเหรียญส่สนหนึ่งรุ่นแรก ของครูบากองแก้ว เอาเข้าเสกพร้อมด้วยกับพระกริ่ง อ.เทพย์ เพราะสมัยนั้น ครูบากองแก้วได้รับนิมนต์จะมาอยู่ที่วัดมหาพฤฒาราม
เหรียญรุ่นแรกที่จำหน่ายในกรุงเทพ อยู่ที่วัดมหาพฤฒารามทั้งนั้น ตอนพุทธาภิเษกพระกริ่งฤกษ์นเรศวร ครูบากองแก้วมาพำนักที่วัดมหาพฤฒารามด้วย จึงเข้าพิธีเททอง พุทธาภิเษกในครั้งนั้นด้วย

แบ่งเป็นหน้าใหญ่-หน้าเล็ก ส่วนมากหน้าเล็กจะปรากฏรอยจารของอ.ถนอมเอาไว้
อิทธิฤิทธิ์ อิทธิคุณของพระกริ่งรุ่นนี้ปรากฏไว้ในลิลิตตะเลงพ่าย อันเป้นวรรณกรรมโบราณว่าถึงการเดินทัพของสมเด้จพระนเรศวรมหาราชเจ้า ครั้งเอาชนะพรหมาอุปราชามังรายกะยอชวา แห่งหงษาวดี โดยมีกำลังคำนวณพระฤกษ์แล้วได้จตุรงคโชค คือ
1. มีความโชคดี
2. วันเดือนปีดี
3. บริวารบริบูรณ์ดี
4. กำลังทรัพย์และอาหารดี
โดยมีนายช่างสมร รัชตธรรม เป็นช่างดำเนินการหล่อทั้งพิธี

----
ชนวนหลักคือ แผ่นยันต์ทองแดงลงด้วยยันต์ไตรสรณคม โดยลายมือ อ.ถนอม ศรหุนะ ลุงเปี๊ยก ปรีชา เอี่ยมธรรม กรุณาเล่าให้ฟังที่บ้านดำเนินสะดวกว่า ในงานหล่อนั้นปรากฏว่าแผ่นยันต์ทองแดงนั้นไม่ละลาย จน อ.เทพย์บอกว่า ไอ้ตุ๊กแกท่าทางจะขลังกว่ากูละ
จากการหล่อที่ใช้ปูนทนไฟ รวมกับจำนวนที่มากพอสมควรทำให้พระปรากฏรูพรุน จนทำให้พระเสียได้พระไม่ครบ ช่างแมว ช่างหล่อในคราวนั้นได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า ต้องมีการมาหล่อซ่อมเติมจำนวนให้ครบตามสั่งจองอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นพิมพ์หน้าเล็ก
อัตราส่วนในการหล่ออยู่ที่ ทองแดง 10 กิโล เงิน หนึ่งกิโล แต่เติมเงินเร็วไปทำให้อัตราส่วนเงินสูญผสมไปมากไม่กลับดำ เนื้อจึงออกแดงสด ส่วนหนึ่งที่ผิวคล้ำ เพร่ะอาจารย์อรรถพล ไพรินทราภา นำกำมะถันมาคลุก เพื่อให้ผิวกลับดำมากขึ้น
รอยจารใต้ฐานส่วนมากเป็นลายมือ อ.อรรถพล ไพรินทราถาที่จารด้วยนะอัตรัง เป็นส่วนมาก
ส่วนคำว่าฤกษ์นเรศวรนั้น มาจากฤกษ์แบบเดียวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงเตรียมกำลังไปรบพม่า แต่มีข่าวว่าพระยาละแวกก่อการกบฏ จึงนำทัพไปปราบได้ สามารถสรุปความสำคัญของฤกษ์ ไว้ดังนั้คือ
1.บริบูรณ์ด้วยเงินทอง
2.บริบูรณ์ด้วยบริวาร
3.ชนะศัตรูโดยไม่ต้องออกแรง

พระกริ่งฤกษณ์นเรศวร ที่มาของฤกษณ์นเรศวรมากจาก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรเจ้า สมเด็จพระนเรศวรก็มีรับสั่งให้โหรหาฤกษ์ที่จะยกทัพหลวงไป หลวงญาณโยคและหลวงโลกทีปคำนวณพระฤกษ์ว่า พระนเรศวรได้จตุรงคโชค อาจปราบข้าศึกให้แพ้สงครามไป ขอเชิญเสด็จยกทัพออกจากพระนคร ณ วันอาทิตย์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือนยี่ เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที เมื่อได้มงคลฤกษ์ ทรงเคลื่อนพยุหยาตรา เข้าโขลนทวาร พระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่กองทัพเสด็จทางชลมารคไปประทับแรมที่ตำบลปากโมก เมื่อประทับที่ปากโมก สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษาการศึกอยู่กับขุนนางผู้ใหญ่จนยามที่สามจึงเสด็จเข้าที่บรรทม ครั้นเวลา 4 นาฬิกา พระองค์ทรงพระสุบินเป็นศุภนิมิต

ในพระสุบินของสมเด็จพระนเรศวรมีว่า พระองค์ได้ทอดพระเนตรน้ำไหลบ่าท่วมป่าสูง ทางทิศตะวันตก เป็นแนวยาวสุดพระเนตร และพระองค์ทรงลุยกระแสน้ำอันเชี่ยวและกว้างใหญ่นั้น จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งโถมปะทะและจะกัดพระองค์ จึงต่อสู้กันขึ้น พระองค์ใช้พระแสงดาบฟันถูกจระเข้ตาย ทันใดนั้นสายน้ำก็เหือดแห้งไป พอตื่นบรรทมทรงมีรับสั่งให้โหรทำนายทันที พระโหราธิบดีถวายพยากรณ์ว่า พระสุบินครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเทวดาสังหรให้ทราบเป็นนัย น้ำซึ่งไหลบ่าท่วมป่าทางทิศตะวันตกหมายถึงกองทัพของมอญ จระเข้คือพระมหาอุปราชา สงครามครั้งนี้อาจ ได้กระทำยุทธหัตถีกัน การที่พระองค์เอาชนะจระเข้ได้แสดงว่าศัตรูของพระองค์จะต้องสิ้นชีวิตด้วยพระแสงของ้าว และที่พระองค์ทรงกระแสน้ำนั้น หมายความว่า พระองค์จะรุกไล่บุกฝ่าไปจนข้าศึกแตกพ่ายไปไม่อาจจะทานพระบรมเดชานุภาพได้ พอใกล้ฤกษ์ยกทัพ สมเด็จพระนเรศวร และพระเอกาทศรถเสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่ง คอยพิชัยฤกษ์อยู่ทันใดนั้นพระองค์ทอดพระเนตรพระบรมสารีริกธาตุส่องแสงเรืองงาม ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้หมุนเวียนรอบกองทัพเป็นทักษิณาวรรต 3 รอบ แล้วลอยวนไปทางทิศเหนือ สมเด็จพระพี่น้องทั้งสองพระองค์ทรงปิติยินดีตื้นตันพระทัย ทรงสรรเสริญและนมัสการ อธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุนั้นบันดาลให้พระองค์ชนะข้าศึก แล้วสมเด็จพระนเรศวรเสด็จประทับช้างทรงเจ้าพระยาไชยานุภาพ สมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จประทับช้างทรงเจ้าพระยาปราบไตรจักร แล้วเคลื่อนขบวนทัพ

โศลก หมายความว่า เกียรติ คำขับร้องสรรเสริญ ในที่นี้หมายถึง โฉลก แปลว่า โชค หรือโอกาส

จตุรงคโชค คือโชคประกอบด้วยองค์สี่ ซึ่งโหรคำนวณได้ตกที่ดีสี่ประการ คือ

1. โชคดี เพราะไม่ทันได้ยกทัพไปตีเขมร
2. วันเดือนปีดี เพราะเตรียมจะไปตีเขมรอยู่แล้ว
3. กำลังทหารเข้มแข็ง เพราะเตรียมจะไปตีเขมรอยู่แล้ว
4. เสบียงอาหารบริบูรณ์ เพราะเตรียมจะไปตีเขมรอยู่แล้ว

วาร เป็นชื่อเรียกวันทั้งเจ็ดตามตำราโหราศาสตร์ ดังนี้

รวิวารหรืออาทิตยวาร คือ วันอาทิตย์
ศศิวารหรือจันทรวาร คือ วันจันทร์
ภุมวารหรืออังคารวาร คือ วันอังคาร
วุธวาร คือ วันพุธ
ครุวารหรือชีววาร คือ วันพฤหัสบดี
ศุกรวาร คือ วันศุกร์
โสรวารหรือศนิวาร คือ วันเสาร์

นิมิต คือความฝันตามคติโบราณมี 4 อย่าง

บุพนิมิต หมายถึง ฝันบอกลางที่จะเกิดขึ้น
จิตนิวรณ์ หมายถึง ฝันที่เกิดจากความกังวลใจ
เทพสังหร หมายถึง ฝันที่เกิดจากเทวดาบันดาล
ธาตุโขภ หมายถึง ฝันที่เกิดจากธาตุในเรือนกายผิตปกติ

ตามความเชื่อโบราณ ความฝันที่เป็นจริงได้คือ บุพนิมิตและเทพสังหร ซึ่งเกิดขึ้นในยามสุดท้ายเท่านั้น

การแบ่งเวลาในสมัยโบราณ

กลางวัน นับตั้งแต่ 06.00 – 18.00 นาฬิกา
กลางคืน นับตั้งแต่ 18.00 – 06.00 นาฬิกา
ในเวลากลางคืนจะแบ่งเวลาออกเป็น 4 ยามคือ
ปฐมยาม ตั้งแต่ ย่ำค่ำ ไปจนถึง 3 ทุ่ม ( 18.00 – 21.00 นาฬิกา)
ทุติยยาม ตั้งแต่ 3 ทุ่มไปจนถึง 6 ทุ่ม ( 21.00 – 24.00 นาฬิกา)
ตติยยาม ตั้งแต่ 6 ทุ่มไปจนถึง 9 ทุ่ม ( 24.00 – 03.00 นาฬิกา)
ปัจฉิมยาม ตั้งแต่ 9 ทุ่มไปจนถึง ย่ำรุ่ง ( 03.00 – 06.00 นาฬิกา)
(ภาพประกอบมีทั้งภาพผม และภาพจากอินเตอร์เน็ต)
ราคา
โทรถาม
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
0639695995
ID LINE
@fsd8020u (มี@)
จำนวนการเข้าชม
22 ครั้ง
บัญชีธนาคารที่ใช้ยืนยันตัวตน
ยังไม่ส่งข้อมูล

แสดงความคิดเห็น